ครบรอบ 8 ปี iPhone สมาร์ทโฟนเปลี่ยนโลก กับการเปลี่ยนแปลงจากวันนั้นสู่วันนี้
8 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก... นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ปี 2007 ที่ iPhone รุ่นแรกเริ่มวางจำหน่าย และออกรุ่นใหม่มาทุกปีจนถึงปัจจุบันนั้น iPhone ก็มีอายุครบ 8 ปีแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ iPhone แต่ละรุ่นก็มีการเพิ่มฟีเจอร์และพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดย iPhone รุ่นแรกนั้นคงต้องยอมรับเลยว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนโลกไอทีกันเลยทีเดียว แต่เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นรองรับ รวมทั้งเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็ยังไม่รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนหน้าจอเล็ก ๆ ทำให้ iPhone รุ่นแรกยังไม่ค่อยมีประโยชน์และไม่ได้รับความนิยมอย่างทุกวันนี้

ทั้งนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปีของ iPhone ทางเว็บไซต์ Business Insider จึงได้พาทุกคนย้อนกลับไปดู iPhone รุ่นแรกกัน เพื่อระลึกตวามหลังและเปรียบเทียบกับ iPhone ในปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน
iPhone ที่วางจำหน่ายในปี 2007 เป็นมือถือรุ่นแรกที่ใช้หน้าจอสัมผัส ไร้ปุ่มกด และใช้อินเทอร์เน็ตได้ แต่ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับมือถือรุ่นอื่น ๆ ในสมัยนั้น และยังมีฟีเจอร์ประโยชน์ใช้สอยที่ค่อนข้างน้อย ใช้อินเทอร์เน็ตได้แค่ Edge และ 2G ที่มีความเร็วต่ำราวกับอินเทอร์เน็ตแบบ Dial-up แถมยังมีผู้ให้บริการไม่กี่รายที่มี 2G ให้ใช้ และก็ยังมีปัญหาค่อนข้างเยอะ

ในยุคนั้นยังไม่มี App Store ไม่มีแอพพลิเคชั่นหรือเกมให้โหลดมาเล่น ไม่มีแอพฯ แชทหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กหลากหลายอย่างทุกวันนี้ หน้าจอ Home Screen ก็ไม่สามารถเปลี่ยน Wallpaper ได้ มีแต่พื้นหลังสีดำเท่านั้น คีย์บอร์ดก็ใช้แบบหน้าจอแนวนอนไม่ได้ ส่งรูปภาพพร้อมข้อความไม่ได้ แม้แต่ฟีเจอร์สำหรับ Cut, Copy, Paste ข้อความก็ยังไม่มี และถ้าหากต้องการตั้งค่า iPhone ก็จะต้องเชื่อมต่อกับ PC เท่านั้น

นอกจากนี้กล้อง iPhone รุ่นแรกก็มีความละเอียดแค่ 2 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอไม่ได้ ไม่มีระบบแจ้งเตือน ไม่มี Siri ไม่มีแอพฯ นำทาง ฯลฯ แต่กลับมีราคาที่สูงถึง $499 (ประมาณ 16,000 บาท) สำหรับรุ่นความจุ 4GB ซึ่งถือว่าแพงมากในสมัยนั้น


อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า iPhone ในอดีตจะไม่ได้รับความนิยม แต่เมื่อเวลาผ่านไป แอปเปิลก็ได้ปรับปรุงและพัฒนา iPhone ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เรายังไม่ควรตัดสินอะไรตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะในอนาคตมันอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ได้ (Apple Watch ก็เช่นกัน)

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Business Insider





